ท่องเที่ยวกระอัก ทั่วโลกลด 70% จีนประกาศมาตราการณ์เข้ม

200

จีน ประกาศควบคุมการเดินทางเข้าประเทศอีกครั้งหลัง หลังจากโควิด-19 ส่อระบาดระลอกใหม่ ผู้ที่เดินทางจากประเทศไทย สหรัฐ ฝรั่งเศส และเยอรมนี หากจะเดินทางเข้าจีนจะต้องมีผลการตรวจ 2 ประเภท คือ กรดนิวคลิอิก nucleic acid และแอนตี้บอดี IgM anti-body ว่าปลอดเชื้อโควิดภายใน 48 ชั่วโมงก่อนโดยสารเครื่องบิน และจะต้องรับการตรวจจากสถานพยาบาลที่กำหนดไว้เท่านั้น พร้อมส่งเอกสารให้สถานทูตจีนรับรองจึงจะเดินทางได้ ยกเว้นเฉพาะพลเมืองจีนเท่านั้น อย่างไรก็ตามมาตรการนี้ทำให้การเดินทางไปประเทศจีนและอาจจะนักท่องเที่ยวจีนมาไทยลำบากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนและไทยได้หารือที่จะเปิด travel bubble ระหว่างกัน

รายงานการท่องเที่ยว

นอกจากนี้รายงานการท่องเที่ยวทั่วโลกของ UNWTO ในปี 2020 ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ลดลง 70% จากปีก่อนเนื่องจากการระบาดของ Covid-19

ยอดการยกเลิกการจองอาเซียนหนักสุด โดยเฉพาะ 16 มีนาคมโควิด-19 เริ่มระบาดทางยุโรป

การท่องเที่ยวของแต่ละภูมิภาค

จากรูปด้านบนการท่องเที่ยวปี 2020 เริ่มแย่ตั้งแต่กุมภาพันธ์ แต่เริ่มกระเตื้องของตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เนื่องจากประเทศในทวีปยุโรปคลายล็อคดาวน์ และเริ่มมีการเดินทางได้ แต่ภาคภูมิอื่นยังมีการจำกัดการเดินทางและยังคงต้องกักตัว 14 วัน โดยเอเชียและอาเซียน ยังไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้น มีความเป็นไปได้ในปี 2020 ยังไม่มีการเดินทางระหว่างกัน การท่องเที่ยวคงต้องทำใจรอลุ้นปีหน้าว่าจะมีวัคซีนมาช่วยแก้ปัญหาโควิดหรือเปล่า

ข้อมูล 10 นักท่องเที่ยวแรกปี 2019

ปี2018ประเทศ (หน่วยล้านคน) ปี 2017ปี 2018ปี 2019
รวมทั่วโลก1333 14081460
11ฝรั่งเศส86.989.4
22สเปน81.982.883.7
33สหรัฐอเมริกา77.279.779.3
44จีน60.762.965.7
55อิตาลี58.361.664.5
66ตุรกี37.645.851.2
77เม็กซิโก 39.341.345
810ไทย 35.638.239.8
98เยอรมัน 37.538.939.6
109สหราชอาณาจักร 39.538.739.4

แม้ไทยจะอยู่อันดับที่ 8 แต่ด้านรายได้แล้ว ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 4 โดยปี 2019 รายได้ $60.5 พันล้าน

โดยถ้าดูจากสถิติรายได้ภาคการท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในปี 2019
รายได้จากการท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็นประมาณ 12% ของ GDP ประเทศไทย
มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 1.9 ล้านล้านบาท
จากจำนวน 39,797,406 คน

ข้อมูลละเอียดทั้งหมดดูฉบับเต็มได้ที่ https://www.e-unwto.org/doi/epdf/10.18111/wtobarometereng.2020.18.1.6