รถ EV กำลังจะครองโลก

59

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในปี 2018 ทั่วโลกมียอดจำหน่ายรถพลังงานไฟฟ้าสูงถึงกว่า 1.26 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้น 74% จากปี 2017 นอกจากนี้ยังมีการประมาณการว่าในปี 2020 จะมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั่วโลกกว่า 20 ล้านคัน โดยสำนักข่าว Bloomberg คาดว่า
ต้นทุนการผลิตรถไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle) หรือรถ EV จะเท่ากับต้นทุนการผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องสันดาปภายใน (Internal Combustion Engine หรือ ICE)ในปี 2022

สีฟ้าคือคาดการณ์ยอดขายของรถไฟฟ้า สีเทาคือยอดขายรถใช้น้ำมัน

ปัจจัยที่ทำให้รถ EV กำลังจะมาแทนรถน้ำมัน – เทคโนโลยีของแบตเตอรี่ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ล่าสุดนี่มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Ultracapacitor ซึ่งสามารถชาร์จไฟได้เร็วกว่าปล่อยกระแสไฟได้เร็วกว่าลิเทียมไอออนแบตเตอรี่มาก ราคาถูกกว่าและปลอดภัยไม่ติดไฟ ที่สำคัญชาร์จได้ล้านครั้ง (เทียบกับแบตธรรมดาได้สามพันครั้ง ) แต่ข้อเสียคือเก็บไฟได้น้อยกว่าในขนาดที่เท่ากัน

แม้กระทั่ง Daimler บริษัทแม่ของ Mercedes-Benz ก็ประกาศยุติการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในแล้ว

ข้อได้เปรียบของรถ EV เทียบกับรถใช้น้ำมัน

  • เครื่องยนต์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่อง ICE อยู่แล้ว(รถ Tesla จึงมีอัตราเร่งเท่ากับหรือดีกว่ารถ super car) และเครื่องไฟฟ้ามีความทนทานสูงและมีต้นทุนในการบำรุงรักษาต่ำ
  • ไอเสียทีออกมาเป็น 0
  • ในส่วนของค่าไฟในการชาร์จของรถ EV ถูกมากเมื่อเทียบกับการเติมน้ำมัน คือ ค่าชาร์จไฟรถ EV ประมาณ 0.7-1 บาท/กิโลเมตร เมื่อเทียบค่าเติมน้ำมันรถทั่วไปประมาณ 3 บาท/กิโลเมตร
  • รถ EV ใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันพอควร ยกไม่รวมถึง Moving Part และของเหลวต่างๆ ชิ้นส่วนของรถยนต์ใช้น้ำมันมีถึง 30,000 ชิ้นในขณะที่รถ EV มีประมาณ 3,000 อย่างมาก ในส่วนของเครื่องยนต์รถน้ำมันมี 200 ส่วนของ EV มีไม่ถึง 20 ชิ้น
  • ค่าบำรุงรักษาน้อยมาก เพราะชิ้นส่วนน้อยกว่านั่นเอง

รถ EV เทียบกับรถไฮโดรเจน

Toyota Mirai

เมื่อนำ รถ EV Tesla model 3 กับ รถ Hydrogen Toyota Mirai จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี Hydrogen ดูยังไงก็สู้รถ EV ไม่ได้ นี่ยังไม่รวมเรื่องเราสามารถชาร์จรถ EV จากที่บ้านได้ถ้าเทียบกับรถ Hydrogen ที่ต้องเข้าปั๊มเท่านั้น รถไฮโดรเจนค่าใช้จ่ายต่อไมล์แพงกว่ารถ EV ถึง 5.4 เท่า


Tesla Model 3 Vs Toyota Mirai (Source: Paul Martin)

หลายประเทศออกนโยบายเกี่ยวกับรถ EV

สถิติล่าสุดในปี 2019 นอร์เวย์ คือชาติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ที่คนในประเทศหันมาใช้รถพลังงานทางเลือกทั้ง EV และไฮบริด รวมกันแล้ว 49 เปอร์เซ็นต์ของรถยนต์ในประเทศ

  • เยอรมันประกาศว่ารถทุกคันที่ผลิตในเยอรมันจะต้องเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2030 หรืออีก 13 ปีข้างหน้า และจะแบนไม่ให้รถยนต์ดีเซลวิ่งอยู่ในประเทศ
  • อังกฤษ ค่าไอเสียเป็น 0 ภายในปี 2050 ให้ได้ และได้ส่วนลดสูงสุดถึง 3,500 ปอนด์
  • ญี่ปุ่น ภายในปี 2020  จะต้องมียอดขายของรถ EV ประมาณ 20-50% ต่อยอดขายรถยนต์โดยรวมในประเทศ  จ่ายเงินสนับสนุนประมาณ 4 แสนเยน (1.5 แสนบาท) แก่ผู้ซื้อรถไฟฟ้า และ ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า จะได้ลดภาษีรถยนต์ไปอีกประมาณ 1.2 แสนเยน
  • สหรัฐอเมริกา รัฐบาลลดภาษีให้ในระดับ 75,000 บาท ถึง 225,000 บาท ต่อคัน แล้วแต่ความจุของแบตเตอรี่กันเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันมีจุดชาร์จไฟทั่วประเทศกว่า 29,000 แห่งทั่วประเทศ
  • จีน ต้องการเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีสำหรับการใช้ยานยนต์พลังงานทางเลือกอย่าง EV เพื่อก้าวเป็นเบอร์ 1 ของโลก โดยเป้าหมายของรัฐบาลจีนคือ ภายในปี 2020  จะต้องมียอดขายของรถ EV ประมาณ 10% ของยอดขายรถทั้งหมด (ประมาณ 20 ล้านคันต่อปี) และให้เงินสนับสนุนสูงสุดอยู่ที่ 25,000 หยวน

แถม–ประเทศไทยการลด PM 2.5 นอกการมีนโยบายรถไฟฟ้า EV ที่ปล่อยมลภาวะเป็น 0 แล้วการจุดไฟเผาก็เป็นส่วนสำคัญในการลดฝุ่น PM 2.5
จุดที่เผาไฟดูได้ที่
https://firms.modaps.eosdis.nasa.gov/map/?fbclid=IwAR2ep7RHk8cXJ5aXrWxCg-T7RlPJyTMHoaq4F5P_4Gc5BuduDbpGFuMbp5Q#z:6;c:106.9,12.9;d:2020-01-11..2020-01-14