ความสำคัญของการทำ SEO (Search Engine Optimization)

334
ปกติคนส่วนใหญ่เข้า website มาจากทางไหน!

เวลาเราเข้าเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์คงเข้าไปไม่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละคนเข้าต่างกันอีกด้วย ถ้าเข้าทางมือถือโดยมากจะเข้าทางแอปเช่น เว็บดังๆ อย่าง Facebook , Youtube เข้าทางแอปสะดวกกว่า แต่ถ้าเว็บที่ไม่แอปหรือเข้าเว็บทางคอมพิวเตอร์หรือแลปท๊อป คงต้องเข้าผ่านทาง browser เช่น google chrome หรือ safari แล้วเราจะพิมพ์เข้าในช่อง URL หรือหาผ่านทาง google ซึ่งถ้าเราเข้าพฤติกรรมและรู้ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้การหาทราฟิคเข้าเว็บเราตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ข้อมูลเบื้องต้นจาก MOZ traffic ที่มาจากอินเตอร์เน็ตจากค่าเฉลี่ยเว็บทั่วโลก (โดยแต่ละเว็บไซต์ตัวเลขไม่เหมือนกัน) ประมาณว่า

  • Direct 43.38% เข้ามาโดยการพิมพ์ชื่อเว็บโดยตรงหรือเซฟไว้หรือ Bookmark ไว้
  • E-mail 0.36% เข้าโดยผ่านทางอีเมล์
  • Referral Links 21.13% เข้ามาโดยมีผ่านทางลิงค์ที่อ้างอิงมายังเว็บไซต์
  • Search 27.79% ผ่านทางการค้นหาหรือ search engine
  • Social 5.81% ผ่านทางโซเชียล เช่น Facebook, Twitter เป็นต้น
  • Display ads 1.53% ผ่านทางป้ายโฆษณา


Traffice โดยเฉลี่ยทั่วโลก

Traffic ของ Amazon

จะเห็นได้ว่า Traffic ของ Amazon มีมาจากการเข้าโดยตรงถึง 57% และการค้นหา 28%(เพราะคนค้นหาสินค้าที่ต้องการโดยผ่าน Google) เพราะบางครั้งไม่ได้เข้าเว็บอเมซอนโดยตรงเพราะอยากหารีวิวสินค้าด้วยว่าแต่ละยี่ห้อมีคุณสมบัติอย่างไรและคนใช้แล้วรีวิวว่าอย่างไงทำให้ ส่วน Referrrals ก็สูงถึง 6.86%

traffic ของเว็บ Amazon จาก https://www.similarweb.com/website/amazon.com/#overview

Traffic ของ NetFlix

ขณะที่ traffice ของ netflix แทบจะทั้งหมดมาจากการเข้าไปที่เว็บ netflix โดยตรงไม่ว่าจะพิมพ์ที่ชื่อ url หรือ การ bookmark ไว้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคและเป็นคุณสมบัติของเว็บด้วย โดยการหาภาพยนตร์ที่รับชมในเน็ตฟลิกซ์ก็สามารถมาค้นหาในเว็บ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าหาในกูเกิ้ล

Traffic เปรียบเทียบของเว็บข่าว

เปรียบเทียบเว็บไซต์ข่าวระหว่างไทยรัฐออนไลน์กับผู้จัดการออนไลน์ ยังได้ที่มา traffic ไม่เหมือนกันเลยแม้จะเป็นเว็บข่าวเหมือนกัน

Traffic จากแหล่งไหนดีสุด

แต่ละเว็บไซต์ก็มีแหล่งที่มาของคนเข้าเว็บหรือ Traffic ต่างกัน ถ้าลองเปรียบเทียบที่มา

  • Direct เข้าเว็บไซต์โดยตรง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโปรโมตหรือเสียเงินค่าโฆษณา แต่ต้องสร้าง Brand ใช้เวลานาน
  • Refferals มาจากการอ้างอิงของเว็บอื่นมาเว็บเราโดยการใส่ Link มีทั้งแบบไม่เสียเงินเว็บเรามีประโยชน์มากๆ เว็บอื่นเอาข้อมูลจากเว็บไซต์เราไปอ้างอิง หรือแบบเสียเงิน จ้างให้เว็บอื่นใส่ link มาที่เรา
  • Search มีทั้งแบบ SEO และแบบโฆษณา
  • Social media โดยการเข้ามาผ่านทาง Facebook ,แฟนเพจ หรือ กลุ่มในเฟซ , Twitter, Line หรือ อื่นๆ
  • E-mail โดยเข้าผ่านการใส่ link ของเว็บไซต์ในอีเมล์ ซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยเป็นที่นิยมและมีโอกาสถูกบล็อคในฐานะสแปมเมล์
  • Display โดยมาจะเป็นโฆษณาผ่านแบนเนอร์

ซึ่งแต่ละแหล่งที่มาก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกัน โดยเฉพาะการโฆษณาจะเร็วที่สุด เสียเงินก็ได้ traffic เข้าเว็บไซต์ทันที ถ้าเป็นแบบ Organic หรือเป็นตามธรรมชาติใช้เวลาสร้างแบรนด์ของเว็บไซต์หรือการทำ SEO หรือการหา traffic ผ่าน facebook page จะใช้เวลานาน

SEO คืออะไร

SEO เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ติดหน้าแรก ยังอันดับยิ่งสูงยิ่งมีคนเข้าเว็บเรามาก
โดย SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึงวิธีการปรับแต่งโครงสร้างหน้าตาเว็บไซต์ การปรับแต่งโค๊ด ปรับแต่งความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ และการเขียนเนื้อหาให้เป็นไปตามความต้องการและข้อกำหนดของ Search Engine เช่น เว็บ Google, Bing หรือ Yahoo โดยถ้ามีการปรับแต่งเว็บไซต์ได้อย่างถูกต้อง เนื้อหามีประโยชน์และสดใหม่แล้ว ผลลัพธ์ปรับแต่งเว็บไซต์ของการทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับอยู่ในลำดับต้นๆ ของผลการค้นหา ด้วยคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือคำค้นหาที่คุณต้องการและเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ

เคยสังเกตุไหมว่าเวลาหาสิ่งที่ต้องการใน Google อันดับแต่ละอันดับคืออะไรบ้าง ซึ่งในหน้าผลลัพธ์การค้นดังรูปด้านล่างแบ่งเป็น 2 อย่างคือ

  1. ส่วนโฆษณา ซึ่งเสียค่าโฆษณาในกูเกิ้ลผ่านการประมูล Keyword เรียกว่า adword
  2. ส่วนที่ทำ SEO โดยการจัดอันดับจะเป็นไปตามการทำตามข้อกำหนดที่แต่ละ search engine กำหนดไว้

ในหน้าผลลัพธ์การค้นหา (SERP Search engine results page) ถ้าคิดเป็น 100%

  • ส่วนโฆษณา นั้นคนที่ค้นหาเข้าทางส่วนนี้ 18%
  • ส่วน SEO คนที่ค้นหาเข้าทางส่วนนี้ 82%

โดยงบประมาณที่ใช้ในการทำให้ติดอันดับของกูเกิ้ลถ้าทั้งหมด 100%

  • ส่วนโฆษณา นั้นค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณานั้นเป็น 80% ของงบ
  • ส่วน SEO นั้นค่าใช้จ่ายในการ SEO ให้ติดอันดับแค่ 20% ของงบ

ข้อดีของการทำ SEO

  • ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการทำโฆษณา
  • ถ้าติดอันดับแล้วจะอยู่ได้นานหรืออยู่ตลอด ไม่หายไปเหมือนโฆษณา

ข้อเสียของการทำ SEO

  • ใช้เวลานานในการติดอันดับ ถ้า keyword ที่มีการแข่งขันสูงยิ่งนาน อย่างน้อยเป็นสัปดาห์หรือเดือน
  • ถ้า keyword ยากมากๆ ค่าใช้จ่ายในการทำติดอันดับแพงมาก ถ้าคู่แข่งเป็นเว็บใหญ่ๆ โอกาสน้อยที่จะขึ้นหน้าแรก หรือขึ้นไปไม่นานก็ลงมาจากหน้าแรก ต้องมีค่าใช้จ่ายในการสร้าง link ทุกเดือน
  • ถ้าขายสินค้าเลือก keyword ไม่ดีอาจไม่มี conversion หรือขายไม่ออก ทั้งๆที่มีคนเข้ามาเยอะ

ข้อดีของการโฆษณา ผ่าน Google Adword

  • เห็นผลทันที จ่ายค่าโฆษณาแล้วเลือกคีย์เวิร์ดที่ต้องการ ก็ขึ้นที่หน้าแรก Google ทันที
  • สามารถวัดผลได้เลยว่าเงินที่เราลงไป ได้ผลลัพธ์หรือไม่ เช่นถ้าขายของ ลงโฆษณาไปกับ keyword นี้ขายได้หรือไม่ รู้ผลเพียงไม่กี่วัน

ข้อเสียของการทำโฆษณาผ่าน search engine

  • ค่าใช้จ่ายสูง
  • การติดหน้าแรกขึ้นอยู่กับการจ่ายค่าโฆษณา ถ้าไม่จ่ายโฆษณาก็หายไป ไม่ติดอันดับตลอดเหมือนการทำ SEO

ทำไมต้องติดหน้าแรก Google และต้องอันดับต้นๆ ด้วย

อันดับที่ 1 Google คนคลิ๊กเข้าไป 28.5%

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของเว็บไซต์ Sistrix กว่า 80 ล้าน keyword และกว่าพันล้านผลลัพธ์การค้นหา ผลลัพธ์จากการค้นหาในหน้าแรกโดยอัตราการคลิ๊กเข้าไปในอันดับที่แสดงผลใน search engine (CTR = click-through rate) นั้นผลลัพธ์เป็นดังนี้

อันดับที่ 1 คนที่ค้นหาคลิ๊กเข้าไป (CTR) 28.5%
อันดับที่ 2 คลิ๊กเข้าไป 15.7%
อันดับที่ 3 คลิ๊กเข้าไป 11.0%
อันดับที่ 4 คลิ๊กเข้าไป 8.0%
อันดับที่ 5 คลิ๊กเข้าไป 7.2%
อันดับที่ 6 คลิ๊กเข้าไป 5.1%
อันดับที่ 7 คลิ๊กเข้าไป 4.0%
อันดับที่ 8 คลิ๊กเข้าไป 3.2%
อันดับที่ 9 คลิ๊กเข้าไป 2.8%
อันดับที่ 10 คลิ๊กเข้าไป 2.5%
รวมหน้าแรก 10 อันดับคนคลิ๊กไปแล้ว 88%
ที่เหลือเป็นขอ หน้าที่ 2 เป็นต้นไปอีก 12% อ้างกล่าวได้ว่าถ้าไม่ติดหน้าแรก แทบไม่มีคนค้นหาเลยก็ว่าได้ ฉะนั้นทำไมการติดหน้าแรกและอันดับต้นๆ ถึงสำคัญอย่างมาก อันดับที่ 1 มีเข้า Click เข้าไปมากกว่าอันดับ 10 ถึง 10 เท่าเลยทีเดียว ในขณะที่อันดับ 2 มากกว่าอันดับ 6 อยู่ 3 เท่า จะเห็นได้ว่าแม้จะติดหน้าแรก แต่การทำอันดับยังต่างกันหลายเท่าตัว (อย่างไรก็ตามจากข้อมูลอันดับที่ 1 จากการค้นยังมีค่า CTR อยู่ระหว่าง 13.7% ถึง 46.9%)

ในกรณีที่อันดับ 1 CTR อยู่ที่ 46.9%

ถ้าติดอันดับสูงๆ traffic จะได้เท่าไร?

วิธีหาว่าคนค้นหาแต่ละครั้งมีคนสนใจคีย์เวิร์ดที่เราสนใจจะทำ seo เท่าไร หนึ่งในเว็บที่คนนิยมใช้ในการหาปริมาณ traffic ลองเข้าไปที่ ubersuggest โดยลองทดสอบหา keyword คำว่า “เสื้อผ้าแฟชั่น” จะออกมาได้ตามรูปด้านบน
“เสื้อผ้าแฟชั้น การค้นเป็นจำนวน Vol = 49,500 ครั้งต่อเดือน ลำดับต่อมาดูที่ด้านขวาจะเห็นแต่ละอันดับว่าคนเข้าเว็บไซต์นั้นประมาณเท่าไร
อันดับที่ 1 คนเข้าชมประมาณ 15,047 ครั้งต่อเดือน (คิดเป็น 30.4% ของคนค้นหาทั้งหมด)
อันดับที่ 2 คนเข้าชมประมาณ 8,019 ครั้งต่อเดือน (คิดเป็น 16.2% ของคนค้นหาทั้งหมด)
อันดับที่ 3 คนเข้าชมประมาณ 4,816 ครั้งต่อเดือน (คิดเป็น 9.7% ของคนค้นหาทั้งหมด)
อันดับที่ 4 คนเข้าชมประมาณ 3,262 ครั้งต่อเดือน (คิดเป็น 6.5% ของคนค้นหาทั้งหมด)
อันดับที่ 5 คนเข้าชมประมาณ 2,321 ครั้งต่อเดือน (คิดเป็น 4.7% ของคนค้นหาทั้งหมด)
อันดับที่ 6 คนเข้าชมประมาณ 1,673 ครั้งต่อเดือน (คิดเป็น 3.37% ของคนค้นหาทั้งหมด)
อันดับที่ 7 คนเข้าชมประมาณ 1,267 ครั้งต่อเดือน (คิดเป็น 2.56% ของคนค้นหาทั้งหมด)
อันดับที่ 8 คนเข้าชมประมาณ 975 ครั้งต่อเดือน (คิดเป็น 1.97% ของคนค้นหาทั้งหมด)
อันดับที่ 9 คนเข้าชมประมาณ 742 ครั้งต่อเดือน (คิดเป็น 1.5% ของคนค้นหาทั้งหมด)
อันดับที่ 10 คนเข้าชมประมาณ 559 ครั้งต่อเดือน (คิดเป็น 1.12% ของคนค้นหาทั้งหมด)
รวมแล้วหน้าแรก traffic ไปแล้วกว่า 78% เหลือเพียง 12% สำหรับหน้า 2,3,และหน้าต่อๆ ไป

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าถ้าไม่ติดหน้าแรก ก็แทบจะไม่มีคนเข้าเว็บไซต์เลย และถ้าติดอันดับที่ 1 ก็มีคนเข้าเว็บมากกว่าอันดับที่ 10 กว่า 26 เท่า ฉะนั้นการทำ SEO ไม่เพียงให้ติดหน้าแรก ที่สำคัญอย่างยิ่งควรติดอันดับต้นด้วยๆ